การใช้ยาอย่างสมเหตุผลและการสั่งยาในเด็กที่แผนกผู้ป่วยนอก: Part 1
(Rational Drug Use and Prescription at Pediatric Ambulatory Setting)

แพทย์หญิงศศิวรา บุญรัศมี
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

วัตถุประสงค์ของบทเรียน

      1.บอกความหมายและตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ยาอย่างสมเหตุผล
      2.ให้การรักษาและให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคหวัดได้
      3.วินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนจากการเป็นหวัดได้ ได้แก่ ไซนัสอักเสบเฉียบพลันและหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน
      4.สามารถสั่งยาปฏิชีวนะในการรักษาไซนัสอักเสบเฉียบพลันและหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันได้อย่างสมเหตุผล
      5.วินิจฉัยแยกโรคคออักเสบจาการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้
      6.สามารถสั่งยาปฏิชีวนะในการรักษาคออักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียได้อย่างเหมาะสม

การใช้ยาอย่างสมเหตุผลตามคำจำกัดความขององค์การอนามัยโลก หมายถึง “ผู้ป่วยได้รับยาที่เหมาะสมกับปัญหาสุขภาพ โดยใช้ยาในขนาดที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ด้วยระยะเวลาการรักษาที่เหมาะสม และมีค่าใช้จ่ายต่อชุมชนและผู้ป่วยน้อยที่สุด” ซึ่งในคู่มือการใช้ยาอย่างสมเหตุผลตามบัญชียาหลักแห่งชาติของประเทศไทย ปี พ.ศ.2552 ได้ขยายความว่า เป็นการใช้ยาโดยมีข้อบ่งชี้ มีประสิทธิผลจริง ให้ประโยชน์เหนือกว่าความเสี่ยง มีราคาเหมาะสม ไม่เป็นการใช้ยาซ้ำซ้อน มีการคำนึงถึงปัญหาเชื้อดื้อยา ใช้ยาในขนาดที่พอเหมาะ ด้วยวิธีการให้ยาและ ความถี่ถูกต้อง ด้วยระยะเวลาการรักษาที่เหมาะสม รวมทั้งผู้รับบริการยอมรับ และสามารถใช้ยาดังกล่าวได้อย่างถูกต้องและต่อเนื่อง1 สำหรับในผู้ป่วยเด็กซึ่งยังมีการทำงานของอวัยวะต่างๆยังไม่สมบูรณ์ ทำให้การดูดซึมยา การทำลายยาและการกำจัดยาเกิดขึ้นได้น้อยกว่าผู้ใหญ่ หากมีการให้ยาผิดพลาดหรือไม่จำเป็นแก่แด็ก ผลเสียหรือผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นต่อเด็กจึงมากกว่าผู้ใหญ่ คำแนะนำทั่วไปเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในเด็ก มีดังนี้1,2

  1. ควรเลือกใช้การรักษาที่ไม่ใช้ยาก่อนเสมอ หากมีการให้ยา ควรให้ยาน้อยชนิดที่สุดเท่าที่มีความจำเป็นในการรักษา
  2. ควรใช้ยาภายใต้ข้อบ่งชี้เท่านั้น และเลือกยาที่ผ่านการรับรองว่ามีประสิทธิผลจริงและปลอดภัยในเด็ก ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ เนื่องจากอาจเป็นยาที่ขาดประสิทธิผล
  3. ควรเลือกใช้ยาเฉพาะที่ก่อน เช่นแผลพุพองขนาดเล็ก ควรใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทาก่อนการให้ยารับประทานหรือฉีด
  4. ควรคำนึงถึงปัญหาการดื้อยา เช่น ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะในโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ควรเลือกใช้ยาที่ออกฤทธิ์แคบก่อนการใช้ยาที่ออกฤทธิ์กว้าง
  5. ควรตรวจสอบปฏิกิริยาของยากับนมก่อนให้ยาในเด็กและไม่ควรผสมยาลงในขวดนม เพราะอาจทำให้ได้รับยาไม่ครบตามปริมาณที่ควรจะได้หากเด็กดูดนมไม่หมด
  6. ควรเลือกยาน้ำที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลหรือแอลกอฮอล์
  7. ควรใช้ยาให้ถูกขนาดและให้ตามความถี่ที่เหมาะสมของยาแต่ละชนิด ควรหลีกเลี่ยงการให้ยารับประทานวันละ 3-4 ครั้งเพื่อความสะดวกในการป้อนและเพิ่มการยอมรับยาของเด็ก
  8. ควรคำนวณขนาดยาในเด็กอย่างแม่นยำ โดยใช้น้ำหนักตัวอ้างอิงตามอายุของเด็ก หรือคำนวณตามน้ำหนักที่ควรจะเป็นตามความสูงในกรณีที่เด็กน้ำหนักเกินหรืออ้วน
  9. ในการคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวเด็ก หากขนาดสูงสุดที่คำนวณได้ (maximal dose) ตามน้ำหนักเด็กเกินขนาดยาของผู้ใหญ่ ให้ใช้ขนาดยาที่ใช้ในผู้ใหญ่ เด็กที่บวม ต้องคำนวนขนาดยาจากน้ำหนักตัวก่อนบวม
  10. ควรให้ยาให้ถูกระยะเวลาในการรักษา ไม่สั้นเกินไป ไม่นานเกินไป

สำหรับในบทเรียนนี้จะกล่าวถึงการใช้ยาในโรคที่พบบ่อยในเด็กที่แผนกผู้ป่วยนอกที่สอดคล้องกับการขับเคลื่อนเพื่อการใช้ยาอย่างสมเหตุผล คือ โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่ หวัด ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ คอหอยอักเสบ และโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร ได้แก่ อุจจาระร่วงเฉียบพลัน โดยกล่าวถึงการวินิจฉัยโดยสังเขป แนวทางการให้ยาอย่างสมเหตุผลและการสั่งยาที่ใช้บ่อยในเด็กแบบผู้ป่วยนอก

CREDIT

ศรีรัตน์ ฟุ้งทศธรรม

Web Content

กรณ์วรัตน์ นิลชาติ

Graphic Design

ธนากร สะอาดดี

Software Engineer