การใช้ยาอย่างสมเหตุผลและการสั่งยาในเด็กที่แผนกผู้ป่วยนอก: Part 1
(Rational Drug Use and Prescription at Pediatric Ambulatory Setting)

แพทย์หญิงศศิวรา บุญรัศมี
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ยาบรรเทาอาการที่มีการนำมาใช้ในโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน6

ยาลดน้ำมูก

1. ยาลดน้ำมูก ยาที่มีการใช้ในการลดน้ำมูก ได้แก่

1.1 Antihistamine รุ่นที่ 1 เช่น chlorpheniramine maleate, brompheniramine maleate ยาในกลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้าน histamine ซึ่งเป็น mediator สำคัญในโรคภูมิแพ้ที่ทำให้เกิดอาการน้ำมูกไหล จึงใช้ในการรักษาภูมิแพ้ได้ ในขณะที่ mediator สำคัญที่ทำให้เกิดน้ำมูกในการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนคือ bradykinin ดังนั้นการนำยาต้าน histamine มาใช้ลดน้ำมูกในการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนจึงไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้สามารถลดน้ำมูกได้ถึงร้อยละ 25-30 เนื่องจาก anticholinergic effect ของยาที่สามารถลดการสร้างสารคัดหลั่งได้ ยาในกลุ่มนี้ไม่ควรใช้ในเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เนื่องจากมีอาการข้างเคียงต่างๆ เช่น ปากแห้ง ตาพร่า ปัสสาวะไม่ออก หัวใจเต้นเร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ง่วงซึมหรืออาจทำให้กระสับกระส่ายโดยเฉพาะในเด็กเล็ก และอาจกดการหายใจและทำให้เกิดประสาทหลอนหากให้ยาในขนาดสูง7

1.2 Antihistamine รุ่นที่ 2 เช่น cetirizine, loratadine มีฤทธิ์ต้าน histamine แต่ไม่มี anticholinergic effect ดังนั้น จึงไม่ควรนำยาต้าน histamine รุ่นที่ 2 มาใช้ในการลดน้ำมูกในผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน

1.3 Ipratropium bromide แบบหยอดจมูก เป็นยากลุ่ม anticholinergics มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับยาต้าน histamine ข้อดีคือไม่ทำให้ง่วงแต่มีผลข้างเคียงคือทำให้จมูกแห้ง เกิดการระคายเคืองและมีเลือดกำเดาออก สามารถใช้ได้ในเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป8

ยาลดอาการคัดจมูก

2. ยาลดอาการคัดจมูก (nasal decongestant) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ที่ adrenergic receptors ทำให้เส้นเลือดบีบตัวและมี เลือดไปที่เยื่อบุจมูกน้อยลง

2.1 ยาลดอาการคัดจมูกชนิดรับประทาน ได้แก่ pseudoephedrine, phenylephrine ผลข้างเคียงที่สำคัญ เช่น ทำให้ความดันเลือดเพิ่มขึ้น หัวใจเต้นเร็ว กระสับกระส่าย คลื่นไส้ อาเจียน ไม่ควรใช้ในเด็ก เนื่องจากมีผลข้างเคียงมากและยังไม่มีข้อมูลยืนยันถึงประสิทธิภาพในการลดอาการคัดจมูกในเด็ก

2.2 ยาลดอาการคัดจมูกชนิดหยอดในจมูก ได้แก่ phenylephrine, oxymetazoline, xylometazoline เป็นยาออกฤทธิ์เฉพาะที่จึงมีผลข้างเคียงต่อร่างกายน้อยกว่ายาชนิดรับประทาน อย่างไรก็ตามไม่ควรใช้ยาในเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี และควรใช้ด้วยความระมัดระวังในเด็กอายุ 6-12 ปี เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลยืนยันถึงประสิทธิภาพในการลดอาการคัดจมูกในเด็ก ไม่ควรใช้ยาติดต่อกันนานกว่า 5-7 วัน เนื่องจากอาจทำให้เกิด rebound nasal congestion (rhinitis medicamentosa) เมื่อหยุดยา7,9

ยาลดอาการไอ

3.1 ยาละลายเสมหะ (mucolytics) ได้แก่ acetylcysteine, carbocysteine, bromhexine และ ambroxol ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเสมหะ ทำให้เสมหะเหนียวน้อยลง ผลข้างเคียง ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน

3.2 ยาขับเสมหะ(expectorants) ได้แก่ glyceryl guaiacolate (guaifenesin), ammonium chloride, ammonium carbonate ออกฤทธิ์โดยกระตุ้นการสร้าง bronchial mucus ทำให้เสมหะมีความเหนียวน้อยลงและถูกขับออกโดยการไอหรือการทำงานของ cilia ง่ายขึ้น มีผลข้างเคียงเช่นเดียวกับยาละลายเสมหะคือ คลื่นไส้ อาเจียน

อย่างไรก็ตาม จาก Cochrane systematic review พบว่า ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสนับสนุนหรือคัดค้านการใช้ยาละลายเสมหะ หรือยาขับเสมหะในการลดการไอในเด็กที่เกิดจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน10

3.3 ยากดการไอที่ประสาทส่วนกลาง ได้แก่ codeine และ dextromethorphan ไม่ควรนำมาใช้ลดอาการไอ เนื่องจากการกดการไอทำให้เสมหะเหนียวคั่งค้าง อุดกั้นทางเดินหายใจได้ และมีผลข้างเคียง ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ซึม กดการหายใจ10

CREDIT

ศรีรัตน์ ฟุ้งทศธรรม

Web Content

กรณ์วรัตน์ นิลชาติ

Graphic Design

ธนากร สะอาดดี

Software Engineer