ผังผืดกดทับเส้นประสาท (Carpal tunnel syndrome)

นายแพทย์สิทธิพงศ์ สุวรรณาพิสิทธิ์
ภาควิชาออร์โธปิดิกส์และเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

Investigation for carpal tunnel

การส่งตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติจะเป็นการส่งตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัย แต่อย่างไรก็ตามในเคสที่ clinical และการตรวจร่างกายชัดเจนแล้ว ไม่มีความจำเป็นในการส่งตรวจ

การส่งตรวจที่มีการกล่าวถึงมีดังนี้

1. Electrodiagnostic studies: ประกอบด้วย nerve conduction velocities และ electromyography ถือว่าเป็นเครื่องมือที่มีความน่าเชื่อถือ โดยที่ test นี้ช่วยในการยืนยันการวินิจฉัย sensitivity 90% และ specificity 60% หรือในแพทย์ผ่าตัดบางรายใช้ในการติดตาม post-operative หลังผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดไป เพื่อติดตามภาวะ recovery ของ nerve หลังจากรักษาไป นอกจากนี้การตรวจจะช่วยบอกระยะของโรคในภาวะ CTS ได้ เพื่อช่วยในการวางแผนการรักษาต่อไป

2. Computed tomography and conventional X-ray: Plain radiography มีบทบาทในการช่วยวินิจฉัยน้อย เนื่องจากไม่สามารถมองเห็น soft tissue part ใน carpal tunnel ได้ อย่างไรก็ตามการส่ง X-ray จะช่วยในรายผู้ป่วยที่มีประวัติ trauma บริเวณข้อมือและ limited range of motion การ X-ray จะทำให้เห็นในส่วนของ fracture หรือ soft tissue calcification ได้ ซึ่งอาจเป็น secondary cause ที่ทำให้เกิด carpal tunnel syndrome ได้เช่นกัน สำหรับ CT scan สามารถเห็นส่วน bony structures ได้ชัดเจนมากกว่า X-ray แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีปัญหาเรื่อง การเห็น compression of nerve ที่ยังจำกัดอยู่ โดยสรุปแล้วการส่ง X-ray และ CT scan ยังไม่ค่อยมีความจำเป็นมากนัก เนื่องจากการประเมิน soft tissue changes ยังจำกัดอยู่ ส่งเฉพาะในรายที่มีประวัติ trauma และ limie range of motion of wrist เท่านั้น

3. Ultrasonography (USG): เนื่องด้วยปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีของการเห็นภาพ ultrasound ที่ดีขึ้นมาก การทำ USG สามารถทำได้ง่ายและประหยัดค่าใช้จ่าย ผู้ป่วยไม่ต้องเสี่ยงต่อการโดยรังสี แต่อย่างไรก็ตามข้อเสียคือเป็น operator dependent ซึ่งขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้ performed ตัว USG สามารถระบุการเปลี่ยนแปลงใน flexor retinaculum, perineural และ intraneural vascularization ของเส้นประสาทมีเดียนได้ (median nerve) แต่อย่างไรก็ตามการส่ง USG ยังไม่ได้เป็น routine standard ในการส่งตรวจวินิจฉัย carpal tunnel syndrome

4. Magnetic resonance imaging (MRI): MRI มีข้อดีที่ชัดเจนคือช่วยในการดู soft tissue part ได้อย่างชัดเจน ซึ่งช่วยวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ แต่อย่างไรก็ตาม MRI ยังไม่ใช่ routine investigation ที่ใช้ส่งตรวจ carpal tunnel syndrome ด้วยหลายสาเหตุหลายประการอันประกอบด้วย ราคาแพง การทำ MRI แต่ล่ะครั้งใช้เวลานาน และยังไม่มี MRI ในทุกสถานพยาบาล ส่วนใหญ่จะส่งตรวจ MRI ในกรณีที่ resistant to therapy หรือเพื่อสำหรับงานวิจัยเท่านั้น

โดยสรุปนักศึกษาจะเห็นได้ว่า การวินิจฉัย carpal tunnel syndrome การซักประวัติและการตรวจร่างกายที่ดี ช่วยให้สามารถวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการใดๆ เพิ่มเติมได้

CREDIT

ศรีรัตน์ ฟุ้งทศธรรม

Web Content

กรณ์วรัตน์ นิลชาติ

Graphic Design

ธนากร สะอาดดี

Software Engineer